อุดมการณ์และนิยามประชาธิปไตย
อุดมการณ์ประชาธิปไตยคือประชาชนปกครองกันเอง นิยามการปกครองประชาธิปไตยคือการปกครองโดยประชาชน แต่คำว่า “ประชาชนหรือพลเมือง” ในแต่ละยุคสมัยแตกต่างกัน และแต่ละสังคมแตกต่างกันตามบริบทประเทศ ระดับความเป็นประชาธิปไตยเปลี่ยนแปลงไม่คงที่
อุดมการณ์ประชาธิปไตย:
คนส่วนใหญ่เมื่อพูดคำว่า
“ประชาธิปไตย” มักหมายถึงระบอบการปกครองประชาธิปไตย มาจากอุดมการณ์ประชาธิปไตย
(democratic ideology) หรือ “democratism”
คำว่า
“อุดมการณ์ประชาธิปไตย” คือ “การปกครองของประชาชน” (the rule of the people) ประชาชนปกครองกันเอง ไม่ใช่การปกครองโดยเทพเจ้า คนที่เทพเจ้าส่งมา
หรือคนชนชั้นพิเศษที่เหนือกว่าประชาชน
อุดมการณ์ประชาธิปไตยเป็นชุดความเชื่อ
แนวคิดและหลักการ เกี่ยวข้องกับการปกครองที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ
และใช้อำนาจผ่านการเลือกตั้งผู้แทน
การลงประชามติและการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง ทุกคนเสมอภาคภายใต้กฎหมาย
มีสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียม อำนาจการปกครองต้องถูกแบ่งแยกและตรวจสอบโดยองค์กรต่างๆ
เพื่อป้องกันการใช้อำนาจโดยมิชอบ
กษัตริย์เป็นสมมุติเทพโอรสแห่งสวรรค์:
ในสมัยโบราณศาสนาอยู่คู่การปกครอง บางครั้งเป็นทั้งผู้นำบ้านเมืองกับผู้นำศาสนา
เช่น จักรพรรดิออคเตเวียน (Octavian)
กับจักรพรรดิออกัสตัส (Augustus) ของอาณาจักรโรมันมีฐานะกึ่งเทพ เป็น “god-king”
(จักรพรรดิออกัสตัสเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์โลก
ผู้เปลี่ยนการปกครองของโรมจากสาธารณรัฐสู่ระบอบจักรพรรดิ
และนำพาโรมสู่ยุคแห่งความสงบและรุ่งเรืองที่เรียกว่า "Pax
Romana")
ศาสนาพุทธ
คริสต์ อิสลาม ลัทธิความเชื่อบางอย่างมีลักษณะนี้
ผู้ปกครองบางยุคบางแห่งมีอำนาจพิเศษที่ได้จากศาสนาหรือเกี่ยวข้องอย่างเด่นชัด มีกษัตริย์เป็นสมมุติเทพ
ฮ่องเต้เป็นโอรสแห่งสวรรค์ กษัตริย์หรือเจ้าผู้ครองในอาณาจักรโบราณศรัทธาศาสนาใดมักจะให้คนในอาณาจักรศรัทธาด้วย
กลายเป็นอาณาจักรมุสลิม เมืองพุทธ จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (Holy
Roman Empire)
การที่กรีกโบราณได้รับการยกย่องว่าเป็นแบบอย่างประชาธิปไตยก็เพราะให้ความสำคัญกับมนุษย์มากกว่าเทพเจ้า
(ระบอบประชาธิปไตยเริ่มครั้งแรกที่นครรัฐเอเธนส์เมื่อประมาณ 500
ปีก่อนคริสตกาล)
เดิมนั้นชาวกรีกโบราณให้ความสำคัญกับเทพเจ้าไม่ต่างจากชนกลุ่มอื่นๆ
เมื่อวันเวลาผ่านไปความสำคัญของเทพเจ้าลดน้อยลง
ให้ความสำคัญต่อรัฐบาลมากขึ้นอันหมายถึงพึ่งพาสติปัญญาของมนุษย์ด้วยกันเอง (และไม่ใช่เพราะความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ลดทอนความสำคัญของเทพเจ้า)
นักวิชาการเรียกว่าเป็นลัทธิเหตุผลนิยม (rationalism) ยึดหลักว่าเหตุผลคือแหล่งความรู้ที่สำคัญที่สุด เป็นเครื่องมือทรงพลังที่สุดในการทำความเข้าใจโลกกับธรรมชาติ
และเมื่อประชาธิปไตยเอเธนส์พัฒนาถึงขีดสุดความเชื่อศาสนาเป็นเพียงประเพณี
ไม่ค่อยมีใครเชื่อคำสอนศาสนาอย่างจริงจัง
ระบอบประชาธิปไตยมีสถาบันการเมืองต่างๆ
มีกลุ่มการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ สิ่งต่างๆ เหล่านี้พัฒนาขึ้นมา
บริหารจัดการโดยประชาชนหรือพลเมือง ให้ความสำคัญกับ “การตัดสินเสรี”
“การมีส่วนร่วม” และ “ตัดสินใจร่วมกัน”
สังคมประชาธิปไตยใดที่พลเมืองมีส่วนร่วมน้อย
ไม่คิดตัดสินใจด้วยตนเอง พยายามเอาชนะด้วยเสียงข้างมาก ละเลยความต้องการของคนส่วนน้อย
สังคมนั้นไม่ได้ตั้งอยู่บนอุดมการณ์ประชาธิปไตย นักประชาธิปไตยจึงต้องแยกระหว่างรูปแบบประชาธิปไตยที่มีแต่เปลือก
กับสังคมที่ตั้งอยู่บนอุดมกาณ์ประชาธิปไตยจริง
นอกจากนี้ต้องช่วยกันรักษาเพิ่มพูนผลประโยชน์ร่วม
(common good) สังคมใดที่ไม่ช่วยกันดูแลผลประโยชน์ร่วม
ต่างกันต่างอยู่ พยายามแสวงหาประโยชน์ส่วนตน
เช่นนั้นไม่อาจเรียกว่าเป็นผู้มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย
ยกตัวอย่าง การป้องกันชาติ
ความปลอดภัยในชุมชน สมบัติส่วนรวม สิ่งแวดล้อม เหล่านี้เป็นผลประโยชน์ร่วม
นิยามการปกครองประชาธิปไตย:
การปกครองประชาธิปไตยมาจากรากความคิดที่ว่ามนุษย์ทุกคนเสมอภาค
ปัจเจกบุคคลมีสิทธิเสรีภาพในการตัดสินใจดำเนินชีวิตด้วยตนเอง เป็นเจ้าของตัวเอง
แต่ด้วยประโยชน์ของการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม จึงมารวมกันภายใต้การปกครองที่ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน
ปกครองร่วมกัน อำนาจการปกครองเป็นของประชาชน
ดังนั้น
นิยามการปกครองประชาธิปไตย (Democracy) คือ
การปกครองโดยประชาชนหรือประชาชนปกครองกันเอง (self-government) ดังที่อับราฮัม ลินคอล์น กล่าวว่า
“ประชาธิปไตย คือ การปกครองของประชาชน โดยประชาชน
และเพื่อประชาชน”
การที่รัฐบาลใดจะได้รับการยอมรับว่าเป็นประชาธิปไตยหรือไม่
จะต้องมีลักษณะครบทั้ง 3 ประการ ดังนี้
ประการแรก รัฐบาลของประชาชน
หมายถึง
รัฐบาลจะต้องมาจากการเลือกของประชาชน และประชาชนสามารถเปลี่ยนตัวผู้ปกครอง ประชาชนคือเจ้าของรัฐบาล
เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
และจะต้องกำหนดวาระดำรงตำแหน่งผู้ปกครอง
เช่น 2 ปี 4
ปี เป็นหลักประกันว่าประชาชนจะมีโอกาสเปลี่ยนตัวผู้ปกครอง
คำว่ารัฐบาลของประชาชนยังหมายถึงการไม่แบ่งเพศ
สีผิว ชนชั้นทางสังคม ฐานะเศรษฐกิจ ทุกคนมีสิทธิในการเลือกตั้ง
เป็นเจ้าของประเทศเท่าเทียมกัน
ประการที่ 2 รัฐบาลโดยประชาชน
หมายถึงพลเมืองทุกคนมีสิทธิเป็นผู้ปกครองทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น
ถ้าหากได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ ผู้นำประเทศหรือผู้นำท้องถิ่นจึงเป็นบุคคลที่มาจากประชาชน
ได้รับอำนาจให้เข้ามาบริหารประเทศ
ประการที่ 3 รัฐบาลเพื่อประชาชน
รัฐบาลมีหน้าที่โดยตรงในการปกป้องคุ้มครองประชาชน
ทั้งทางด้านกายภาพ สิทธิ เสรีภาพ
ดังนั้น รัฐบาลใดไม่ได้บริหารประเทศเพื่อความผาสุกที่ยั่งยืนของประชาชน
เช่นนั้นไม่เรียกว่าเป็นประชาธิปไตย (เป็นแต่เปลือก)
นิยามประชาธิปไตยพัฒนาเรื่อยมา ในสมัยที่ยังมีทาส
พลเมืองเท่านั้นที่มีประชาธิปไตย ทาสไร้เสรีภาพไม่มีประชาธิปไตย อเมริกาที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นแบบประชาธิปไตยโลก
ขณะเมื่อก่อตั้งประเทศนั้นประชาธิปไตยเป็นอำนาจของคนส่วนหนึ่งเท่านั้น
ไม่ใช่ของทุกคน ด้วยความคิดว่าแนวทางนั้นจะนำความผาสุกแก่คนทั้งประเทศได้มากกว่า ถ้าศึกษาลงลึกจะพบว่าระบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีปัจจุบันยังสะท้อนหลักคิดอำนาจของคนส่วนหนึ่งเท่านั้น
ไม่ใช่ของทุกคน Electors (Electoral College) คือตัวอย่าง
ประชาธิปไตยพัฒนาเรื่อยมาและจะพัฒนาต่อไป
นิยามประชาธิปไตยจึงเปลี่ยนแปลงไม่คงที่ แตกต่างกันในแต่ละสังคม ต่างกันตามบริบทประเทศ
ประชาธิปไตยโดยตรงกับโดยอ้อม:
ประชาธิปไตยโดยตรง
(Direct Democracy) หมายถึงการให้ประชาชนผู้เป็นพลเมืองมีสิทธิโดยตรงในการปกครองหรือวินิจฉัยตัดสินเรื่องราวของประเทศ
กล่าวคือพลเมืองมีสิทธิเข้าร่วมเป็นสมาชิกสภาประชาชนซึ่งทำหน้าที่เป็นสถาบันสูงสุดในการแสดงเจตจำนงของรัฐ
การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่นครรัฐเอเธนส์เมื่อประมาณ
500 ปีก่อนคริสตกาล เป็นประชาธิปไตยแบบโดยตรง การที่สามารถใช้ระบอบประชาธิปไตยโดยตรงเพราะนครรัฐมีอาณาเขตไม่กว้างขวาง
ประชากรไม่มาก
บางตำราแบ่งประชาธิปไตยแบบตัวแทนเป็น
2 ประเภทใหญ่ คือ สาธารณรัฐนิยม (republicanism) กับเสรีนิยม
(liberalism)
สาธารณรัฐนิยม
(republicanism) คือประชาธิปไตยตัวแทนประเภทหนึ่ง
ให้ความสำคัญกับชาย ชนชั้นกลาง ส่วนพวกผู้หญิง เด็ก
ชนชั้นแรงงานจะถูกกันออกจากการตัดสินใจทางการเมือง
กับอีกแนวหนึ่งคือทุกคนมีส่วนร่วมทางการเมือง แสดงความคิดเห็นได้
แต่คณะผู้บริหารประเทศไม่ได้มาจากการเลือกจากประชาชนโดยตรง มาจากการตัดสินใจของคนกลุ่มหนึ่งที่ตัดสินบนฐานความคิดเห็นประชาชน
และยึดหลักประโยชน์สุขของสังคม เรียกว่า Electors (Electoral College) บางครั้ง Electors อาจเลือกตรงข้ามกับความเห็นของคนส่วนใหญ่
บนฐานคิดว่าความคิดของคนส่วนใหญ่ไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม
เสรีนิยม
(liberalism) ในฐานะรูปแบบประชาธิปไตยตัวแทนอีกประเภท
เน้นความสำคัญของปัจเจกทุกคน ถือว่าเสรีภาพส่วนบุคคลสำคัญที่สุด
เชื่อว่าทุกคนจะใช้เสรีภาพแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง ยึดถือเศรษฐกิจเสรี
ตามกลไกตลาด หลังสิ้นสงครามเย็นประชาธิปไตยแบบตัวแทนจะมุ่งมารูปแบบนี้
ประชาธิปไตยมีหลายแบบย่อย เช่น ‘capitalist democracy’, ‘social
democracy’, ‘people’s democracy’, ‘green democracy’ และ ‘radical
democracy’ (เน้นการมีส่วนร่วมอย่างเสรีและเท่าเทียม
การเปิดกว้างทุกมิติทุกด้าน)
ภายใต้ประชาธิปไตยไม่จำต้องยึดแนวเศรษฐกิจเสรีนิยมเสมอไป
ทุกวันนี้นักคิดนักปราชญ์ยังคงมองหารูปแบบประชาธิปไตยใหม่ๆ
หวังว่าจะตอบสนองความต้องการได้ดีขึ้น
ตัวอย่างพัฒนาการประชาธิปไตยสหรัฐ:
ในช่วงที่คนอเมริกันกำลังหารือรูปแบบการปกครองของตน
เบนจามิน แฟรงคลิน (Benjamin Franklin) ตัวแทนจากรัฐฟิลาเดลเฟีย
(Philadelphia)
เห็นว่าชายผิวขาวทุกคนควรได้รับสิทธิ์ลงคะแนนเสียง แต่ที่ประชุม The
Constitutional Convention of 1787 เห็นว่าเจ้าของที่ดินเท่านั้นสามารถรักษาเสรีภาพได้ดีที่สุด
เจมส์ แมดิสัน (James Madison) เกรงว่าหากให้คนจนมีสิทธิ์ลงคะแนน
พวกเขาจะรวมหัวกันไม่ยอมรับกรรมสิทธิ์ที่ดินของเจ้าของเดิม (ซึ่งหมายถึงพวกเขาที่อยู่ในที่ประชุม
พวกเขาหลายคนเป็นเจ้าของที่ดินขนาดใหญ่)
นอกจากนี้
การเลือกตั้งในแต่ละรัฐยังคงให้แต่ละรัฐมีอำนาจเลือกตามแนวทางของตนเอง
(หมายถึงการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกผู้แทนราษฎรทั้งประเทศ)
ดังนั้น
ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนในยุคนั้นจึงอยู่ใต้หลักการ “จำกัดผู้มีสิทธิ์”
โดยยึดผลประโยชน์ของชนชั้นอำนาจเป็นหลัก การปกครองประเทศที่รวมกันเป็นสหรัฐอเมริกาหมายถึงการร่วมกันปกครองของชนชั้นปกครองที่อยู่ในแต่ละรัฐ
สถานการณ์ในทศวรรษ
1780 การแก้ปัญหายังคงเป็นปัญหาของชนชั้นอำนาจ
ตำราเรียนอเมริกาหลายเล่มสอนว่าคนเหล่านี้รวมตัวกันเพื่อแก้ไขปัญหา “ระดับชาติ”
ซึ่งความจริงแล้วหมายถึง ปัญหาของ “ชนชั้นอำนาจ” เป็นพวกชนชั้นปกครอง นายทุน เจ้าของที่ดินขนาดใหญ่
คนมีตระกูล คนเหล่านี้มาร่วมประชุมเพราะต้องการรักษาผลประโยชน์ของพวกเขา
คำว่า
“ประชาธิปไตย” ของอเมริกาในยุคนั้นก็เป็นเช่นนั้น
ตำราเรียนอเมริกาบางเล่มยังพยายามอธิบายว่าการเมืองสหรัฐปัจจุบันมีความ
“หลากหลาย” (diversity) สมาชิกรัฐสภาหลายคนเป็นสตรี
หลายคนเป็นพวกผิวสี บารัก โอบามา (Barak Obama) คนผิวสีได้เป็นประธานาธิบดี
เป็นตัวอย่างประเทศประชาธิปไตยที่น่าชื่นชม ข้อมูลอีกด้านชี้ว่าสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่มาจาก
“ชนชั้นอำนาจ ชนชั้นปกครอง” มักมีฐานะมั่งคั่ง
ทุกวันนี้ชาวบ้านธรรมดาน้อยคนที่จะเข้าถึงตำแหน่งสมาชิกรัฐสภา
ไม่มีประเทศประชาธิปไตยใดที่สมบูรณ์แบบ
สหรัฐเหนือกว่าหลายประเทศในด้านนี้
ประเทศจะเป็นประชาธิปไตยที่มีคุณภาพถ้าพลเมืองมีอุดมการณ์ประชาธิปไตย
ระดับอุดมการณ์ประชาธิปไตยของสังคมคือเครื่องชี้วัดระดับประชาธิปไตย สิ่งนี้ไม่อาจพิจารณาจากรูปแบบบางอย่าง
เช่น มีเลือกตั้ง มีพรรคการเมือง แล้วสรุปว่าเป็นประชาธิปไตย การปกครองแนวทางนี้จะสำเร็จตามอุดมการณ์หรือไม่ขึ้นกับคุณภาพของประชาชน
หรือกล่าวว่าคุณภาพพลเมืองสะท้อนคุณภาพการเมือง ไม่ใช่ทุกประเทศเจริญรุ่งเรืองจากปกครองนี้
บางครั้งกลายเป็นรัฐล้มเหลว (failed state) ก็มี
ชาญชัย คุ้มปัญญา
-----------------------
บรรณานุกรม:
1. สมบัติ ธำรงธัญวงศ์. (2553). การเมือง:
แนวความคิดและการพัฒนา (พิมพ์ครั้งที่ 18). กรุงเทพฯ: เสมาธรรม.
2. Howarth, David. (2001). democratic ideology. In Encyclopedia
of democratic thought. (pp. 235-238). London: Routledge.
3. Jones, Peter. (2001). freedom. In Encyclopedia of
democratic thought. (pp. 363-369). London: Routledge.
4. Magleby, David B., Light, Paul C. (2009). Government
by the People (23rd Ed.). USA: Pearson Education.
5. Perry, Marvin., Jacob, Margaret., Jacob, James., Chase,
Myrna., & Von Laue, Theodore. (2009). Western Civilization: Ideas,
Politics, and Society (9th Ed.). Boston: Houghton Mifflin
Harcourt Publishing.
6. Zanetti, Lisa A. (2007). Democratic Theory. In Encyclopedia
of Governance. (pp.207-212). USA: SAGE Publications.
-----------------------------